ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ! ตำรวจตั้งด่านตรวจเรียกเก็บเงินจากสองสามีภรรยาพิการ


ชาวเน็ตจวกเละ! ตำรวจ สภ.โกตาบารู ตั้งด่านตรวจเรียกเก็บเงินจากสองสามีภรรยาพิการ นั่งรถตู้เร่ขายสินค้า จนถูกแชร์ลงโซเชียล ร้อนถึงผู้การฯ ยะลา สั่งย้าย 4 ตำรวจที่มีเอี่ยว พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

วันนี้ 31 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ได้มีการแชร์กันในโลกโซเชียลถึงเหตุการณ์ของสองสามีภรรยาผู้พิการ โดยสามีพิการตาบอด ส่วนภรรยาพิการไม่มีแขน และขา ได้นำผลิตภัณฑ์สินค้าสบู่ และครีมโลชั่น เร่ขายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ จ.ยะลา ปัตตานี และ จ.นราธิวาส โดยให้คนรู้จักช่วยขับรถตระเวนขายของ แต่ในระหว่างที่เดินทางขับรถมาขายในพื้นที่ สภ.โกตาบารู อ.รามัน จ.ยะลา ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โกตาบารู ที่ตั้งด่านเรียกตรวจ และจับปรับในความผิดลักลอบนำสินค้าหนีภาษีมาเร่ขาย ซึ่งเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายการจำหน่ายสินค้า โดยภายหลังได้มีการแชร์ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวลงในโซเชียล และชาวเน็ตต่างมีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานาถึงความไม่เหมาะสม แม้แต่ผู้พิการก็ยังเรียกเก็บเงิน

โดยมีข้อความจากเฟซบุ๊กที่แชร์ว่า “#Aslammualaikum.. มีสองสามีภรรยา ชื่อมะดอ กับปะดอ มาขายสบู่นำเข้าจากมาเลย์ เขาเป็นคนสุไหงปาดี จ.นราธิวาส ไม่กลับบ้าน 3 เดือนแล้ว สามีเป็นคนตาบอด ส่วนภรรยาพิการมือ ขาไม่มี เขาขายที่ไหนเขาก็ขอความช่วยเหลือให้คนแถวนั้นขับรถให้แล้วไปต่อๆ มีคนจะบริจาคเงินเขาไม่รับ ขอให้ซื้อสบู่ของที่เขาขายก็พอ #ช่วยอุดหนุนเขาด้วยนะค่ะ ในวันที่ 18/5/2560 เขาไปขายแถวโกตาบารู รามัน โดยมีตำรวจดักตรวจรถเขา แล้วให้ใบสั่งที่เขา เขาบอกว่าเขาจ่ายค่าภาษีแล้ว แต่ตำรวจต้องการเงินค่าปรับ 10,000 บาท แต่เขาขอร้องอย่าเอาค่าปรับเขาเลย ในที่สุดเขาขอ 3,000 เลยต้องเสียค่าปรับที่นั่นเลย 3,000 บาท ใบเสร็จตำรวจให้แล้ว ตำรวจเอาคืน เขาบอกว่าตำรวจใจดำมาก คนพิการก็อยากกินเงิน เขาบอกวันนั้นไม่มีเงินเลย ยังดีที่เหลือเงินกลับบ้าน 1,000 บาท มาเอาเงินค่าปรับเขาทำไม เขา 2 คนขอความช่วยเหลือเรา ช่วยถ่ายลงเฟซหน่อย เขาฝากบอกว่าอย่าจับเขาเลย เขาจะทำมาหากินสุจริต เขาน่าสงสารมาก #ฝากแชร์ด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆๆๆ ค่ะ”

มีรายงานล่าสุดสำหรับกรณีที่เกิดขึ้นว่า ทาง พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงสั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการสร้างเงื่อนไขในพื้นที่ และการครหาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง พร้อมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจต่อครอบครัวดังกล่าว
โดย พ.ต.อ.ปัญญา คารวานันทร์ สภ.โกตาบารู อ.รามัน จ.ยะลา ในฐานะผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตั้งด่านตรวจตามนโยบาย และคำสั่งการดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งได้เปิดเผยว่า ภายหลังได้ทราบข่าวเรื่องปะดอ กับมะดอ โดนเสียค่าปรับ จึงได้รีบมาเยี่ยมปะดอ กับมะดอ ถึงที่บ้าน ตนเห็นครั้งแรกรู้สึกสงสาร และอายมากที่มีลูกน้องเอาค่าปรับได้ลงคอ ไม่ใช่เราจะเอาเงินเขา แต่เรานี่และที่ต้องให้เขาเพิ่ม เขาพิการอุตส่าห์ทำงานสุจริต ไม่ได้ขอทานใคร ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย ตนจึงได้ให้ค่าปรับคืน พร้อมสิ่งของให้กำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่ปะดอ กับมะดอ และมาขอโทษแทนลูกน้องด้วย ผู้กำกับจะรับผิดชอบทุกอย่างให้สมควร วันนั้นไม่อยู่เวรที่โรงพักด้วย เพิ่งได้ทราบเรื่องที่โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ส่วนเงินก็คืนเป็นเงิน 3,000 บาท มะดอ บอกว่า จะได้มาไม่ใช่ง่ายๆ ทำงานมาหลายวันกว่าจะได้ และกลัวโดนปรับครั้งที่ 2 อีก และตอนนี้มะดอ ได้เงิน

ผกก.สภ.โกตาบารู ยังเผยด้วยว่า ผมไปขอโทษด้วยความจริงใจ ยอมรับลูกน้องทำผิด ส่วนลูกน้องได้ส่งไปช่วยราชการที่ภูธรจังหวัดยะลาแล้ว ไม่ให้อยู่ สภ. หรือสัมผัสกับประชาชน ผมรับไม่ได้ต่อการกระทำของลูกน้อง ส่วนปะดอ กับมะดอ จิตใจสูงกว่า บอกผมว่าไม่เอาเรื่องลูกน้อง “สงสารเขา” ผมได้ฟังน้ำตาแทบไหล ซึ้งใจในจิตใจของทั้ง 2 คน วันนี้หลังจากขอโทษปะดอ กับมะดอ แล้ว ได้อุดหนุนสินค้าที่ปะดอ กับมะดอ เอามาจำหน่าย เป็นผงซักฟอก จำนวน 4 กล่อง ปลากระป๋องที่มีอยู่ 4 กระป๋อง สอบถามราคาแล้ว ผงซักฟอกซื้อมา 130 บาท เอามาขาย 150 บาท ปลากระป๋องซื้อมา 30 กว่าบาท เอามาขาย 42 บาท เลยอุดหนุน รวมราคา 768 บาท ยื่นเงินให้ใบละพัน มะดอ จะทอนให้ เลยถือโอกาสให้ทั้ง 1,000 บาท และยังบอกอีกว่า หากผ่านมาขายในพื้นที่โกตาบารู ให้แวะมาขายให้ ผกก.สภ.โกตาบารู ตั้งใจไว้ว่าจะซื้อทุกครั้งที่มาขาย เพื่ออุดหนุนคนสู้ชีวิต แม้ว่าจะทราบว่าปะดอ กับมะดอ รับว่าเป็นสินค้าหนีภาษี ขอเป็นลูกค้าของปะดอ กับมะดอ ตลอดไป

ขณะเดียวกัน ทาง พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันทร์ดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้สั่งการให้ตำรวจทั้ง 4 นาย ย้ายไปประจำที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลาแล้ว และให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมกำชับห้ามมีการเรียกเงินจากประชาชนโดยเด็ดขาด หากพบมีความผิดจริงจะต้องเอาผิดทางวินัยต่อไป

ที่มา: https://manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9600000055381


Facebook Comments
error: Content is protected !!