การปลูกอ้อย ในนาข้าว ผลผลิต 20 ตัน/ไร่ สร้างรายได้ 10,000 บาท/ไร่


“อ้อย” หนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุด เพราะเป็นพืชอาหารและพืชพลังงาน ซึ่งอ้อยนับว่าเป็นพืชสำคัญอันดับ 4 ของโลก รองจากข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าว นอกจากนี้อ้อยยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายครั้ง อ้อยชอบอากาศร้อนชื้น
อีกทั้ง “ต้นทุน การปลูกอ้อย ” ถ้าเทียบกับการปลูกข้าวแล้ว อ้อยถือว่ามีต้นทุนการปลูกน้อยกว่ามาก เพราะเป็นพืชที่ไม่ต้องดูแลอะไรมากมายเหมือนข้าว การใส่ ปุ๋ยอ้อย แค่ 2-3 ครั้ง/ปี ปัญหาเรื่องโรคและแมลงก็ไม่มากเหมือนในข้าว การจัดการดูแลง่ายกว่า รวมถึงราคาอ้อยที่ดีกว่าราคาข้าวอย่างเห็นได้ชัด

อีกทั้งในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน “อ้อยโรงงาน” ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง เป็นพืชทนแล้งที่สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ หรือแม้กระทั่งในนาข้าวก็ปรับเปลี่ยนมา ปลูกอ้อย ได้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในยามที่ข้าวราคาถูก และเกิดวิกฤติขึ้นอย่างนี้

ทีมงานนิตยสารพืชพลังงานจึงขอนำเสนอเรื่องราวของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีนางสาวสุรีพร เพิ่มมงคล หรือ คุณพร ลูกหลานชาวนา โดยมีพื้นที่ในการทำนา 90 ไร่ จนกระทั่งได้ผันตัวเองมา “ทำไร่อ้อย” ในพื้นที่นาเดิมบนพื้นที่กว่า 70 ไร่ ประมาณ 5 แปลง เพื่อป้อนผลผลิตให้กับโรงงานน้ำตาลในพื้นที่

โดยมีผู้ใหญ่ใจดีในพื้นที่ซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อคอยให้คำแนะนำ และให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ที่เน้นให้ ปลูกอ้อย อย่างเป็นระบบภายใต้การบริหารจัดการที่ดี เพื่อทำไร่อ้อยให้มีกำไร ไม่ขาดทุน ให้ผลผลิตปริมาณมากต่อไร่เพื่อรายได้ที่ดี ควบคู่ไปกับการทำนาข้าว “ไรซ์เบอร์รี่” บนเนื้อที่ 20 ไร่ ป้อนผลผลิตให้กับโรงสีในพื้นที่ในราคาประกันที่ 15,000 บาท/ไร่

1.การเปลี่ยนที่นามาทำไร่อ้อย-ผลผลิต-20-ตันต่อไร่

 

การทำไร่อ้อยควบคู่การทำนาข้าวไรซ์เบอรี่ การปลูกอ้อย
การให้น้ำ แบบท่วมร่องอ้อย

ดังนั้น “การทำไร่อ้อย” ของคุณพรที่ได้ปรับเปลี่ยนจากที่นามาเป็นไร่อ้อย จะเริ่มตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ โดยใช้รถแทรกเตอร์ดันโล๊ะคันนาออกให้หมด ก่อนไถพลิกหน้าดิน และไถแปร แล้วค่อยยกร่อง การปลูกอ้อย ทั้งหมด 70 ไร่ ด้วยสายพันธุ์ “ขอนแก่น”

ที่เน้นใช้แรงงาน การปลูกอ้อย ทั้งหมด ตั้งแต่แบกมัดอ้อยไปวางไว้เป็นระยะ ก่อนจะวางอ้อยลงไปในร่อง และสับลำอ้อยให้ขาดเป็นท่อนๆ ก่อนให้คนงานใช้จอบขุดดิบกลบร่องอ้อยทุกร่อง หลังจาก การปลูกอ้อย เสร็จแล้วจะเริ่มฉีดพ่นยาคุมหญ้าวัชพืชทันที (ยาคุมแห้ง)

ต่อมาอีก 3 วันจะเริ่มปล่อยน้ำเข้าในไร่อ้อยให้ท่วมร่องอ้อย เพื่อคุมหญ้าที่หลงเหลือจากการฉีดยาคุมหญ้าแล้วไม่ตาย  เมื่อน้ำเริ่มแห้งอ้อยจะเริ่มแทงหน่อขึ้นมา  หากมีหญ้าขึ้นมาอีกก็จะฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าอีกครั้งเป็นรอบที่ 2  เมื่ออ้อยเริ่มแทงหน่อขึ้นมาจนหมดแล้วจะเริ่มให้น้ำอีกรอบ

ซึ่งข้อควรระวัง คือ หากอ้อยยังแทงหน่อขึ้นมาไม่หมด อย่าเพิ่งให้น้ำ เพราะจะทำให้หน่ออ้อยที่กำลังแทงเดือยขึ้นมาเน่าเสียหายได้
การใส่ ปุ๋ยอ้อย

ใส่ ปุ๋ยอ้อย รอบแรก เมื่อต้นอ้อยมีอายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง จะเริ่มด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 เพื่อการเจริญเติบโตที่ดี

ก่อนจะใส่ ปุ๋ยอ้อย รอบที่ 2 ให้ห่างจากรอบแรกประมาณ 2 เดือน ด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี “ตราพลอยเกษตร” ของ กลุ่มบริษัทปุ๋ยศักดิ์สยาม (ศักดิ์สยามกรุ๊ป) สูตร 16-8-8 ขนาด 50 กก./กระสอบ และ 46-0-0 ขนาด 50 กก./กระสอบ ในอัตรา 2:3 ส่วน โดยมีอัตราการหว่านเฉลี่ย 50 กก./ไร่

ใส่ ปุ๋ยอ้อย รอบที่ 3 เมื่ออายุ 7-8 เดือน เพื่อให้อ้อยเจริญเติบโตดี สมบูรณ์เต็มที่ และเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ ได้ความหวานที่ดี เน้นใส่ ปุ๋ยอ้อย เคมีสูตร 0-0-60 ที่สำคัญการทำไร่อ้อยต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุก 15-20 วัน/รอบตลอดอายุการเก็บเกี่ยว

“จุดเด่นของปุ๋ยศักดิ์สยาม”  ที่สำคัญคือมี “แมกนีเซียม” ทุกกระสอบ ประมาณ 3.5-4 กก.กระสอบในขณะที่ปุ๋ยอื่นไม่มี เป็นปุ๋ยที่ครบสูตรทุกกระสอบ เนื้อปุ๋ยเต็มประสิทธิภาพทุกล็อต จึงลดปริมาณการใส่ปุ๋ยของเกษตรกรลงได้ ราคายุติธรรม ใช้แล้วเห็นผลจริง
ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่ 3,000-3,500 บาท/ไร่

เพราะการให้น้ำกับไร่อ้อยนี้จะทำให้อ้อยเจริญเติบโตดี แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหนอนกอ ให้ผลผลิตที่ดี น้ำหนักดี ดูแลง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ลดต้นทุนการผลิตลงได้เป็นอย่างดี  ทำให้คุณพรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่ 3,000-3,500 บาท/ไร่

ภายใต้การจัดการไร่อ้อยด้วยตนเอง บางส่วนที่ทำได้ และบางส่วนที่ทำไม่ได้ หรือทำไม่ทันก็จะจ้างแรงงาน ทั้งการใส่ปุ๋ย การฉีดยา ที่ต้องจัดการให้เหมาะสมกับเวลาและอายุของอ้อยในแต่ละช่วง  เมื่ออ้อยมีอายุ 9.5-10 เดือนขึ้นไป ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเข้าสู่โรงงานได้ ภายใต้การใช้แรงงานตัดอ้อยที่ต้องจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับโรงงาน ในขณะที่พื้นที่ 1 ไร่ จะให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ 20 ตัน มีราคาผลผลิตอยู่ที่ 1,100 กว่าบาท/ตัน
รายได้ประมาณ 22,000 บาท/ไร่

มีรายได้ประมาณ 22,000 บาท/ไร่ เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วคุณพรจะมีกำไรอยู่ที่ 750-800 กว่าบาท/ตัน หรือมีกำไรไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท/ไร่ ส่งผลให้คุณพรกลายเป็น “เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง” และเป็นเกษตรกรตัวอย่างในพื้นที่ด้านการจัดการไร่อ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.การขอคำแนะนำด้านการใช้ปุ๋ย-ยาในไร่อ้อย-จากร้านหอมกรุ่นการเกษตร


ทำไร่อ้อยในพื้นที่นาน้ำตมแบบไม่ยกร่อง
นอกจากนี้คุณพรยังได้ทดลอง “ทำไร่อ้อยในพื้นที่นาน้ำตมแบบไม่ยกร่อง” ที่มีขั้นตอนเหมือนกับการทำนาทุกอย่าง ซึ่งจะเห็นว่าอ้อยรุ่นที่ปลูกในน้ำตมทั้งหมด 2 แปลง จะโตช้ากว่าการยกร่อง แต่สามารถลดต้นทุนได้ค่อนข้างมาก เพราะไม่ต้องไถพลิกหน้าดิน ไม่ต้องไถแปร ไม่ต้องยกร่อง

ทำให้มีต้นทุนการผลิตเพียง 30,000 บาท/พื้นที่ 10 ไร่  อ้อยมีอัตราการแตกกอดีกว่าการยกร่อง เพราะรากหากินได้ดีกว่า แตกหน่อได้ดี ได้หน่อมากกว่า ลำต้นใหญ่กว่า และสายพันธุ์ขอนแก่นจะโตดีกว่า ให้ผลผลิตดีกว่าสายพันธุ์อื่นๆ
การขอคำแนะนำด้านการใช้ปุ๋ย-ยาในไร่อ้อย จากร้านหอมกรุ่นการเกษตร

แต่ด้วยความที่คุณพรมีอาชีพเดิม คือ การทำนา เมื่อหันมาทำไร่อ้อยความรู้ที่มีอยู่จึงเท่ากับศูนย์  ส่งผลให้คุณพรต้องศึกษาค้นคว้า แสวงหาองค์ความรู้ทุกอย่าง เพื่อให้การทำไร่อ้อยมีประสิทธิภาพ เริ่มตั้งแต่การเข้าไปดูไร่อ้อย และขอความรู้จากคนที่เคยทำไร่อ้อยมาก่อน ทั้งในและนอกพื้นที่

ทำให้การทำไร่อ้อยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ต้องเรียนรู้เอง ควบคู่ไปกับการขอคำแนะนำด้านการใช้ปุ๋ย-ยาในไร่อ้อย จาก “ร้านหอมกรุ่นการเกษตร” ที่มี คุณอุดมพร ปานกรณ์ หรือ เฮียฮื๊อ เป็นเจ้าของ ที่มุ่งมั่นพัฒนาเกษตรกรให้มีองค์ความรู้ในการใช้ปุ๋ย-ยาให้ถูกต้องกับพืชแต่ละชนิดตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตั้งอยู่เลขที่ 16 หมู่ 4 ต.โคกช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี และยังเป็นร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยเคมีคุณภาพ ของกลุ่มบริษัทปุ๋ยศักดิ์สยาม (ศักดิ์สยามกรุ๊ป)

ได้แนะนำให้ใช้ “ปุ๋ยตราพลอยเกษตร” ในไร่อ้อย จะเห็นว่า อ้อยมีการเจริญเติบโตที่ดี แตกกอได้ดี แตกกอจำนวนมาก หน่ออวบใหญ่ เขียวนาน เขียวทน  ลำต้นอวบใหญ่ สูงประมาณ 2 เมตรกว่า ใบสมบูรณ์ น้ำหนักดี ความหวานดี หรือได้ค่าความหวานตั้งแต่ 11 ccs.ขึ้นไป ที่สำคัญราคายุติธรรม ใช้แล้วเห็นผลจริง คุ้มค่ากับการลงทุน
แม้ว่าการทำไร่อ้อยจะลงทุนมากในปีแรก แต่ในปีถัดไปจะมีเพียงค่าการจัดการเท่านั้น

แม้ว่าการทำไร่อ้อยจะลงทุนมากในปีแรก แต่ในปีถัดไปจะมีเพียงค่าการจัดการเท่านั้น อ้อยใหม่จะโตช้ากว่าอ้อยตอ เพราะไม่ต้องเลี้ยงหน่อใหม่ การทำไร่อ้อยหากมีการจัดการที่ดีจะสามารถไว้ตอได้มากถึง 10-15 ตอ เลยทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างการทำนากับการทำไร่อ้อย

จะเห็นว่าการ “ทำไร่อ้อย” สามารถลดต้นทุนได้มากกว่า ใช้น้ำน้อยกว่า ยิ่งถ้าขายพันธุ์ได้ยิ่งดี แต่ถ้าเป็นข้าว ราคาข้าวเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ราคาอ้อยเต็มที่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 800 บาท/ตัน หรือราคาต่ำสุดก็ไม่ต่ำกว่า 500 บาท/ตัน

นอกจากนี้คุณพรยังใช้ ปุ๋ยอ้อย เคมีคุณภาพ “ตราพลอยเกษตร” สูตร 10-55-20 ใน “แปลงต้นหอม” ที่ปลูกไว้เพื่อสร้างรายได้รายวันให้กับครอบครัว ที่จะเห็นว่าต้นหอมมีการเจริญเติบโตที่ดี ให้ผลผลิตที่ดี น้ำหนักดี ต้นอวบใหญ่ และยังเป็นที่ต้องการตลาด ขายได้ทุกวัน โดยมีรายได้รายเดือน คือ ทำนาข้าวไรซ์เบอรี่ และยังมีไร่อ้อยเป็นรายได้รายปี


จนกระทั่งวันนี้คุณพรฟื้นตัวได้  มีรายได้  มีเงินใช้หนี้ธนาคาร ก็เพราะ “การทำไร่อ้อย” และยังเป็นเกษตรกรตัวอย่างจาก “ การปลูกอ้อย ในนาข้าว” ที่ให้ผลผลิตมากกว่า 20 ตัน/ไร่ พื้นที่ภาคกลางที่มีระบบน้ำชลประทานรองรับ ส่งผลให้อ้อยสมบูรณ์ และยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการ “ผลิตพันธุ์อ้อยในเชิงการค้า
ซึ่งคุณพรเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ผลิตพันธุ์อ้อย ที่สามารถตัดพันธุ์อ้อยจำหน่ายได้เมื่ออายุ 4-5 เดือนขึ้นไป ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ 10 ตัน/ไร่ หรือมีรายได้ประมาณ 10,000 บาท/ไร่ นำมาซึ่งรายได้ที่ดี ภายใต้การทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ ที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ

ชอบคณที่มา ideadeede.com

Facebook Comments
error: Content is protected !!